• Advertisement

Moderator Control Panel ]

อธิบายแนวคิด descriptive และ prescriptive grammar

Online resources to practice English skills. บอร์ดนำเสนอเทคนิคและแหล่งข้อมูลการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
  • Ads

อธิบายแนวคิด descriptive และ prescriptive grammar

โพสต์โดย Sam » อาทิตย์ ก.ค. 12, 2009 6:48 pm

เป็นคอมเม้นจากคุณ texanprofessor (krisdauw) เลยนำมาเก็บไว้อ่านเอง ต้องการอ่านกระทู้ตัวเต็ม ตามไปที่ http://topicstock.pantip.com/library/to ... 81328.html

อ๋อ ตำรามันก็มีหลายประเภทใช่ไหมครับ เช่น

1) ตำราที่เกี่ยวกับว่าจะใช้ภาษาอย่างไรให้ "ถูกต้อง" (how to use language correctly) กับ
2) ตำราที่เกี่ยวกับว่าภาษาทำงานอย่างไร (how language works) และ
3) ตำราที่มุ่งสอนภาษาอังกฤษแก่นักเรียนเป็นภาษาที่สอง(หรือต่างประเทศ)

ผม อนุมานเอาว่าคุณแอ๊ดกำลังพูดถึงแบบที่สาม (จากที่ว่า "เพราะตำรามันเป็นเหมือนกติกาที่ตกลงกันเป็นกลางๆของคนทั้งหมู่ ผมจะสื่อสารกับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกันจากทั้งโลก ก็เปิดกฎกติกาที่ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นมาตรฐานจากคนทุกประเทศทั่วโลก สักเล่มหนึ่งอย่างนี้ จะได้คุยกันรู้เรื่อง")

อย่างที่คุณแอ๊ดพูด ก็ถูกครับว่า ตำราแบบที่สามนี้เกิดจากการสังเกต การบันทึกของผู้เขียนเอง (หรือการไปค้นข้อมูลมาจากแหล่งอื่นๆ) แต่อย่างไรก็ดีถ้าถือตามที่ Chomsky พูดไว้ ตำราในลักษณะอย่างนี้ เข้าถึงได้อย่างดีก็แค่ระดับ observational adequacy

ชอมสกี้บอกว่า ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ดี(แน่นอนรวมถึงทฤษฎีภาษา) ต้องสามารถบรรลุสามระดับ ในที่นี้ขอโฟกัสที่ทฤษฎีภาษา

1) observational adequacy ระดับนี้ ทฤษฎี can only account for ยประโยคที่เป็นไปได้ในภาษาใดภาษาหนึ่ง แต่ cannot account for ประโยคที่เป็นไปไม่ได้ในภาษานั้นๆ (เช่น ทฤษฎีอาจจะบอกได้ว่า The cat danced on the table ถูกต้องตามหลักภาษาอังกฤา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไม Cat the table on danced ไม่ใช่ประโยคภาษาอังกฤษทั้งๆที่มีคำเหมือนกัน แต่แค่เรียงคำไม่ตรงกัน)

2) descriptive adequacy ทฤษฎีสามารถ account for both possible and impossible sentences in a particular language นั่นคือ อธิบายว่าอะไรเป็นไปได้ และอะไรเป็นไปไม่ได้ในภาษาหนึ่งๆ เช่น ทำไมละกรรมใน I eat. ้ได้ แต่ทำไมละกรรมใน I devour ไม่ได้ (ทั้งๆที่แปลว่า กิน เหมือนๆกัน)

ดูเหมือนว่า แค่ระดับสองก็น่าจะเพียงพอแล้วในการอธิบายปรากฎการณ์ทางภาษา แต่ชอมสกี้บอกว่เราต้องลงไปมากกว่านั้น

3) explanatory adequacy แต่ทฤษฎีในข้อที่สองยังไม่พอ เพราะว่าในข้อที่สองทฤษฎีไม่สามารถ achieve คำอธิบายทางภาษาว่าสิ่งที่อยู่ในสมองของคนเราตอนเกิดมาในส่วนที่ทำงานเกี่ยว กับภาษานั้นคืออะไร
นั่นคือ อะไรคือ inborn grammar rules ที่มนุษย์ทุกคนเกิดมามีร่วมกัน สังเกตได้ว่า explanatory adequacy นั้น ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของภาษาใดภาษาหนึ่ง แต่เป็นกฎทางธรรมชาติที่ติดตัวทุกคนมา

A grammar which achieves explanatory adequacy has the additional property that it gives an insight into the underlying linguistic structures in the human mind; that is, it does not merely describe the grammar of a language, but makes predictions about how linguistic knowledge is mentally represented. For Chomsky, the nature of such mental representations is largely innate, so if a grammatical theory has explanatory adequacy it must be able to explain the various grammatical nuances of the languages of the world as relatively minor variations in the universal pattern of human language. Chomsky argued that, even though linguists were still a long way from constructing descriptively adequate grammars, progress in terms of descriptive adequacy would only come if linguists held explanatory adequacy as their goal. In other words, real insight into the structure of individual languages could only be gained through the comparative study of a wide range of languages, on the assumption that they are all cut from the same cloth

ดังนั้น ถ้าย้อนกลับไปถึงเรื่องหนังสือของคุณแอ๊ด (ซึ่งผมเดาว่า เป็นหนังสือสอนภาษากับนักเรียนเป็นภาษาที่สองนะครับ) หนังสือประเภทนี้ทั่วๆไปจะบรรลุแค่ระดับหนึ่ง (observational adequacy) เท่านั้น (เช่น หนังสือที่สอนว่า ใช้อาร์ติเคิล the กับชื่อแม่น้ำ กับชื่อถนน กับสิ่งที่มีสิ่งเดียวในโลก ฯลฯ) เพราะหนังสือดังกล่าวได้แค่ "observe data" เท่านั้นเอง

แต่แค่การ observe data จะเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไรครับ เพราะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์คือ

gather data--> make observation --> form a hypothesis --> test data --> (try to) make generalizations --> ย้อนกลับไป gather data ใหม่ (เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อยกเว้น)

หนังสือประเภทดังกล่าว ไม่มีแม้กระทั่งการ form hypothesis ด้วยซ้ำ...จะเรียกได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์(ทางภาษา)ได้อย่างไร???

อัน นี้ยังไม่นับว่าหนังสือดังกล่าว พูดถึงแค่ภาษาอังกฤษแบบ standard, written English ซึ่งเป็นแค่แบบเดียวของภาษาอังกฤษที่เป็นไปได้ เช่น Indian English, Singaporean English, South African English, etc

ส่วนใน กรณีหนังสือประเภทแรก คือ how to use language correctly (หรือหนังสือจำพวก ต้องออก ร เรือ ให้ชัดนะ...ต้องใช้ "แก่" ไม่ใช่ "แด่") หรือ อย่างที่เจ้าของกระทู้ถามมา "ควรออกเสียง แมรี่ แมรี่ แมรี่ ให้เหมือนกัน" อย่างนี้ต้องถามว่า หนังสือประเภทนี้ หรือ การเรียนภาษาแบบนี้มันช่วยให้เราได้ความรู้ทางภาษา (ในฐานะที่เกี่ยวเนื่องกับมนุษย ์และความสามารถของมนุษย์ที่สัตว์ไม่มีตรงไหน) มันก็แค่ a list of what you should do and what you shouldn't do when using a language เท่านั้นเอง

ถ้าเปรียบเทียบ มันก็เหมือนกับกฎต่างๆ เช่น กฏเกี่ยวกับความสุภาพ (politeness) เช่น ต้องแต่งตัวอย่างนี้เวลาไปวัด ต้องแต่งตัวอย่างนี้เวลาไปงานศพ ต้องแต่งตัวอย่างนี้เวลาเข้าเฝ้า แต่นี่มันก็แค่ a list of (culturally-specific) rules intended to "prescribe" what people should do...ใช่ไหมครับ มันก็แค่ arbitrary rule เท่านั้นเอง

แต่ไม่ได้อธิบายว่า "ทำไม" ต้องทำอย่างนี้ และ "อะไร" คือความสุภาพ หรือแม้กระทั่งไม่ได้อธิบายว่า "ความสุภาพ" ในทุกๆวัฒนธรรมคืออะไร (how can ONE and ONLY one theory explain "politeness" in all cultures?) เราจะอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมนี้ว่าอะไร

ชอม สกี้เคยพูดว่าการศึกษาแบบเปรียบเทียบต่าง (comparative studies) เช่น ความสุภาพในวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างกับความสุภาพในวัฒนธรรมจีนอย่างไร ฯลฯ เหมือนกับเป็นการสะสมผีเสื้อ (collecting butterflies) ชอมสกี้บอกว่า คุณอยากจะเก็บผีเสื้อไปเท่าไรก็เก็บไป แล้วไปตั้งชื่อให้มัน หรือไปบรรยายว่าแต่ละตัวมีสีอย่างไร ชอบกินอะไร มีพฤติกรรมอย่าไร แต่นั่นไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ถ้าคุณไม่ได้เข้าถึง explanatory adequacy....

(ข้อความภาษาอังกฤษเอามาจาก วิกิครับ)

แก้ไขเมื่อ 07 มิ.ย. 51 10:52:48


Sam
Site Admin
 
โพสต์: 1786
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ มี.ค. 11, 2007 9:03 pm
ที่อยู่: เชียงราย

ย้อนกลับไปยัง English Learning Tips: แหล่งเรียนรู้บนเน็ตฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron

185/8 หมู่ 4 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย 57100
โทร. 081-8854644 (หนุ่ย) E-mail: booking@ichiangrai.com Website: www.ichiangrai.com
จองโรงแรมเชียงราย | ทัวร์เชียงรายเช่ารถตู้เชียงราย | เชียงตุง-เมืองลา | สิบสองปันนา | เชียงของ-หลวงพระบาง