• Advertisement

Moderator Control Panel ]

คอมเม้นท์และไอเดียการเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

Online resources to practice English skills. บอร์ดนำเสนอเทคนิคและแหล่งข้อมูลการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
  • Ads

คอมเม้นท์และไอเดียการเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

โพสต์โดย Sam » อาทิตย์ ก.ค. 12, 2009 6:21 pm

เป็นงานเขียนของคุณ Flowery จาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id ... 10&gblog=7 เห็นว่ามีประโยชน์เพราะ:
1) เป็นงานเขียนจริงจาก assignment ของการเข้าคอร์ส EAP English for Academic Purposes
2) คนระดับกูรูด้านภาษาอังกฤษ อย่าง texanprofessor(krisdauw) มาให้คอมเม้นท์ ที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้เรียนที่ต้องการเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (เช่นข้าพเจ้า เป็นต้น) ได้นำแนวความคิดนี้มาใช้กับงานเขียนของตน

ต้องขอขอบคุณทั้งสองท่านมา ณ ที่นี้ คือ คุณ Flowery และ texanprofessor(krisdauw) ที่นำเสนอข้อมูลที่ authentic เช่นนี้บนโลกของอินเตอร์เน็ต จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อและเก็บไว้เป็นข้อมูล ต่อไป

Negative Effects from Poor Reading Habits of Thai People

Last year, the education ministry launched a campaign to encourage Thai people to read more and reach the goal of reading twelve lines per day. The reason why the education ministry has to set this goal is that Thai people have poor reading habits. The result from the National Statistical Office in 2005 showed that, on the average, Thais read seven lines a day. In 2001, the findings from the National Statistical Office showed that only 4.4 percent of Thais aged 10 and older spent their spare time reading, whereas 30 percent of people in developed countries spent their spare time reading. These poor reading habits affects not only an individual, but also the country. Less reading causes many negative effects.

First, less reading results in less knowledge. When you have less knowledge, you will find it very difficult to get a good job in leading companies or get a chance to study in high-ranking schools or universities.

Second, the number of well-educated people in Thailand has an effect on the development of country. The development of Thailand needs experts from many fields to change a country into a better condition. If there are few well-educated and skillful people, it is difficult to make a change in our country.

Moreover, people who rarely read books are likely to have critical thinking skill less than people who read more and read regularly. This is a very important problem. Critical thinking helps people analyze and solve problems effectively. Without critical thinking, the results will be in the opposite ways.

In conclusion, poor reading habits have many negative effects on Thai people and Thailand. Encouraging Thais to read more not only reduce negative effects, but also increase positive effect such as stimulating the development of our country.

Reference:

Initiative to promote more reading (June 14, 2007). The Nation. Retrieved May 20, 2008, from http://www.nationmultimedia.com/2007/06 ... 036810.php.


Sam
Site Admin
 
โพสต์: 1786
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ มี.ค. 11, 2007 9:03 pm
ที่อยู่: เชียงราย

Re: คอมเม้นท์และไอเดียการเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

โพสต์โดย Sam » อาทิตย์ ก.ค. 12, 2009 6:23 pm

มาอ่านคอมเม้นท์แรกจากคุณ texanprofessor(krisdauw)

คุณน้องอย่าโกรธน้า...อยากแนะนำอย่างนี้ครับ...

1) สั้นไป และเขียนยึดหลักรูปแบบมากไป (เช่น intro, first, second, third, conclusion)

2) non-argueable thesis คือ เป็นประโยคตีสิสที่ unacceptable in academic writing อ่ะครับ (อย่าโกรธนะ) เพราะว่า ประโยคตีสิสที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

2.1 argueable นั่นคือ ต้องมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเห็นด้วยหมด เช่น จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ There are many reasons why reading books is good. ไม่ต้องเขียนอ่ะครับ ไม่ argueable ผมเชื่อว่าใครๆก็ต้องเห็นด้วยกับว่าการอ่านเป็นเรื่องที่ดี เสียเวลาเขียนครับ...อย่าลืมครับว่าการเขียนเชิงวิชาการ คุณต้องสร้างอะไรใหม่ๆ (ใหม่ๆ คือ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ยังไม่มีใครพูดถึงมาก่อน หรือ งานเขียนของคุณสร้างเหตุผลเพิ่มเติมกับสิ่งที่คุมเคลืออยู่ เป็นต้น)

เหมือน คุณน้องเป็นทางแพทย์ ถ้าจะเขียนเปเป้อร์ทางนี้ ไม่ต้องเขียนครับว่าทานผักแล้วดี...เพราะใครๆก็รู้อยุ่...แต่ถ้า ทานผักแล้วไม่ดี นี่น่าเขียนครับ เพราะว่าเป็นอะไรที่ใหม่...

หรือว่าวันก่อนน้องผมเขียนเรื่องการใช้วิธีใหม่ในการ
ตรวจ วัดโรค gestational diabetes mellitus โดยการใช้กลูโคลในปริมาณที่ต่ำลง อันนี้โอเค เพราะเป็นการเสนอทางเลือกใหม่ในการวินิจฉัยโรคที่ไม่มีใครทำมาก่อน (ซึ่งอาจจะมีคนมาแย้งทีหลังได้ว่า ไม่จริงอ่ะ วิธีนี้ไม่ดี...เพราะฉะนั้น rguable)

ปล. น้องผมมันส่งเปเป้อร์มาให้แก้น่ะ...

ดังนั้นกลับมาที่ตัวอย่าง less reading causes many negative effects ไม่ต้องเขียนครับ เสียเวลา...ไม่มีอะไรใหม่...

2. ตีสิสที่ดีจะต้อง specific นั่นคือ เจาะจงว่าไอ้ many negative effects น่ะมันคืออะไร ไม่ใช่พูดว่า many
จำ ไว้เลยนะครับว่า ถ้าจะเขียน academic writing จะไม่มีทางเห็นประโยคตีสิส there are many reasons/ there are many advantages...เลยครับ พนันได้เลย ลองเอาเปเป้อทางการแพทย์มาดู จะไม่มีแบบนี้ (หรือเปเป้อด้านอื่นๆ)
ตีสีสที่ดี น่าจะนำเสนออะไรใหม่ และนำความขัดแย้งมาอยู่ในตีสิส เช่น

Although in the past decade, many methods of Gestational Diabetes Mallitus have been proposed, there has been no consensus as to which method is more cost-effective and reliable. This paper argues that if the prescription of glucose at 100 gram is performed, we can achieve more reliablity and cost-effectiveness because by reducing the amount of glucose....

จาก ตัวอย่างข้างต้น ถ้าจะเขียน academic writing จะต้องมีคล้ายๆที่มาว่า ทำไมคุณจึงเขียนเปเป้อนี้ (ในที่นี้คือ วิธีตรวจหาโรคยังไม่ดีพอ) และตีสิสที่ดี บ่อยครั้งจะขึ้นต้นด้วย This paper argues that...ตามด้วยสิ่งที่เป็น "หัวใจ" ของเปเป้อร์คุณ และ เหตุผล(ย่อๆ)

สิ่ง ที่คุณจะเขียนต่อใน body paragraph คือ การ "พิสูจน์" หรือการ "ชักจูง" ให้ผู้อ่านเห็นว่าทำไมคุณถึงได้ข้อ argument ที่คุณเสนอในตีสิส....นั่นคือ จากตัวอย่างนี้ คุณจะต้องบอกผู้อ่านไปทีละจุดว่า ในอดีตทำไมวิธีหลายๆวิธีจึงไม่ดีพอ และไม่ประหยัดพอ (ตรงนี้เราเรียกว่า literature review) และต่อมาคุณก็ identify ปัญหาใน past methods ว่าอะไรคือปัญหา ที่คุณจะมา "แก้ไข" หรือ พิจารณาใหม่ ในเปเป้อร์ของคุณ แล้วคุณก็เสนอทางแก้ไข พอเสนอทางแก้ไขเสร็จ คุณก็พิสูจน์ได้แล้วสิครับว่า argument ของคุณมันมีน้ำหนัก (ไม่ได้แปลว่าจะต้องถูกเสมอไป)

เห็นไหม ครับว่า ไอ้ first, second, third น่ะไม่เกี่ยวเลย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถ lead your reader to the way you're thinking ได้อย่างไร ถ้ามันจะมีเป็นสิบพารากราฟ ไม่เห็นเป็นไรเลย

การเขียน หนังสือก็เหมือนกันครับ บทแรก มันก็คือบท introduction ที่เค้าจะมาบอกว่าประวัติมันเป็นอย่างไร อะไรที่มันไม่ดี หรือมีปัญหา ฯลฯ แล้วบทที่สอง บทที่สาม บทท่ี่ มันก็เปรียบเสมือน supporting ideas น่ะ เหมือนการที่ผู้เขียนชักจูงผู้อ่านให้ไปถึงจุดหมาย (บทสุดท้าย) แต่พอดีมันยาวเท่านั้นเอง


สรุปคร่าวๆอย่างนี้ครับว่า การเขียนเชิงวิชาการต้องมีตีสิสที่ "น่าสนใจ" และ มีตีสิสที่ "รัดกุม" บอกไปเลยว่าจะมาทำอะไร เสนอทางเลือก ทางแก้ปัญหา หรือเสนอแนวคิดอะไรใหม่ เพราะอะไร แล้วในบอดีพารากราฟ คุณก็อธิบายเป็นขั้นๆไป เขียนง่ายๆคือ

1) introduction to an existing "problem" that you want to address in your paper ---> 2) your thesis that provides "solution" to such a problem ---> 3) your body paragraphs that lead your readers to the main argument (i.e the thesis) ---> 4) your conclusion (that reinforces the thesis and perhaps
identify future research areas)

1) + 2) จะเป็นช่วง introduction บางทีก็รวม literature review ไปด้วย 3) จะเป็น body paragraphs (อย่าไปสนใจว่ามันจะต้องมีสามเหตุผล first, second, third...ไร้สาระครับ) อธิบายไปเถอะ คิดเสียว่าตัวเองมาอธิบายสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ให้รู้ เพราะฉะนั้น it will take as long as it takes to get those people understood!---doesn't matter if it's 3, 4, 5 or 10 paragraphs long!!

โอเคนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง สู้ต่อครับ...การเขียนเชิงวิชาการจริงๆไม่มีอะไรหรอก มี "หัวใจ" อยู่ที่ผมบอกข้างต้นอ่ะ แค่นี้จริงๆ เชื่อไหมว่า ผมสอนนักเรียนมหาลัยฝรั่งที่นี่สองเทอมนะ ไอ้หัวใจเหล่านี้ (คือ หัดไปเรื่อยๆ แต่มันจะมีปลีกย่อย เช่น การหาแหล่งข้อมูลทำอย่างไร การ cite references ทำอย่างไร ฯลฯ มันเลยสอนได้นานไงครับ)

เพราะฉะนั้น คุณน้องได้ "หัวใจ" จากผมไปแล้ว ถ้าฝึกไปเรื่อยๆเก่งแน่นอนครับ ผมเชื่อ

ปล ไอ้แผนภูมิลูกศร ที่ผมให้ไว้ข้างบนน่ะ เค้าเรียก the "moves" of academic paper ครับ คำว่า "move" ในที่นี้คือ ยังไงดีล่ะ...คือ ลำดับ หรือ โครงร่าง หรือ โครงสร้างการเคลื่อนไหวของการเขียนเชิงวิชาการแล้วกันครับ
Sam
Site Admin
 
โพสต์: 1786
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ มี.ค. 11, 2007 9:03 pm
ที่อยู่: เชียงราย

Re: คอมเม้นท์และไอเดียการเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

โพสต์โดย Sam » อาทิตย์ ก.ค. 12, 2009 6:36 pm

มาต่อด้วยคอมเม้นที่สองของคุณ texanprofessor(krisdauw)

เพ่ิมเติมครับ ถ้าจะลองหัดเขียนเชิงวิชาการ เวลาไปอ่านอะไร เช่น ผมเห็นข้างบนจาก the nation ลองหัดเขียนสิ่งที่มัน "ไกล" กว่าสิ่งที่ข่าวหรือคอลัมน์มีอยู่อ่ะครับ...เพื่อมันจะไม่ง่ายไป และตีสิสของน้องมันจะได้ "มีอะไรใหม่" ด้วย...ยกตัวอย่างจากข้างบน ถ้าเป็นผม ถ้าคอลัมน์เกี่ยวกับ Thais' poor reading habit ผมจะไม่เขียนเกี่ยวกับว่ามันมีผลเสีย (เพราะรู้ๆกันอยู่ และไม่มีอะไรใหม่) แต่ผมจะเขียนเกี่ยวกับว่า เพื่อส่งเสริมและพัฒนา reading habit ของคนไทย รัฐบาลไม่ควรจะปิดกั้นสื่อชนิดใดเลย นั่นคือ มีการเปิดกว้างสำหรับทุกอายุ และทุกชนิดสื่อ (ไม่ควรมีเซ็นเซอร์นั่นเอง)

ตีสิสที่ผมให้ (อาจจะกว้างไป แต่ตอนนี้ยกตัวอย่างคร่าวๆก่อน)​ อย่างน้อยๆ มัน argueable ในแง่ที่ว่า คนหลายๆคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม เช่น หลายๆคนอาจจะบอกว่า อย่างนี้เด็กก็อาจจะอ่านหนังสือโป๊ได้สิ...เห็นไหมครับมันเริ่มสนุกละ

แน่ นอน เวลาผมเขียนผมก็ต้องหา "เหตุผล" มาสนับสนุนตีสิสของผมว่า มันโอเคที่จะให้เด็กอ่านหนังสือโป๊...(ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม)....เพราะ
ผม คิดว่า มันดีกว่าที่จะ "สร้างภูมิคุ้มกัน" ให้เด็กเห็นทุกๆอย่าง และคิดตามให้ได้ให้ "เลือก" สิ่งที่ดี (นั่นคือฝึกคิด) ดีกว่าที่จะปิดกั้น และเด็กคิดไม่เป็น (เหมือน ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันก็ต้องป่วย เมื่อเจอเชื้อโรค ฯลฯ)

คนหลายๆคนก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับผมอีก..แน่นอน ผมก็ต้องหา "เหตุผล" มาใส่ในข้อเขียนของผม

นั่น คือ ข้อเขียนที่ดีต้อง provoke people's reactions AS WELL AS anticipate their counter-arguments สำคัญนะครับ เราต้อง "ทำนาย" ได้แล้วว่า คนอ่านจะคิดอย่างไร แล้วเราก็​ใส่เหตุผลที่ตอกกลับการไม่เห็นด้วยนั้นในข้อเขียน ซึ่งนอกจะทำให้ argument และ ตีสิส ของเรา "แข็งแกร่ง" ขึ้นแล้ว ยังเป็นการให้เกียรติผู้อ่านว่าคุณคิดถึงใจเขาใจเราอีกต่างหาก...

เห็น ไหมครับว่า การเขียนที่คิดไปไกลกว่าสิ่งที่รู้ๆกันอยู่มันนอกจากจะฝึกเขียนเฉยๆแล้ว มันยังฝึกคิดด้วย (อย่างน้อยๆ ก็คิดว่าจะแย้งคนที่ไม่เห็นด้วย และจะสนับสนุนตีสิสของเราอย่างไรดี โดยอยู่บนหลักเหตุผลและตรรกะ)


สรุป ว่า เวลาฝึกเขียนหาหัวข้อที่คนหลายๆอาจจะไม่เห็นด้วยนะครับ (that is, argueable thesis!!) เพราะถ้าเขียนถึงเรื่องที่รุ้ๆกันอยู่ ไม่ต้องเขียนครับ เสียเวลา อย่างดี ก็ฝึกแค่เขียนแกรมมาถูก (เช่น กินผักมีประโยชน์ วันนี้ฉันทำอะไรมา
ประสบการณ์ของฉันในโรงเรียนประถม เราควรเคารพพ่อแม่ ฯลฯ
พวกนี้ไม่ใช่งานเขียนเชิงวิชาการครับ)

ขอตัวก่อนละคร้าบ ตีสามแล้วที่นี่...
Sam
Site Admin
 
โพสต์: 1786
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ มี.ค. 11, 2007 9:03 pm
ที่อยู่: เชียงราย


ย้อนกลับไปยัง English Learning Tips: แหล่งเรียนรู้บนเน็ตฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron

185/8 หมู่ 4 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย 57100
โทร. 081-8854644 (หนุ่ย) E-mail: booking@ichiangrai.com Website: www.ichiangrai.com
จองโรงแรมเชียงราย | ทัวร์เชียงรายเช่ารถตู้เชียงราย | เชียงตุง-เมืองลา | สิบสองปันนา | เชียงของ-หลวงพระบาง